ปลูกข้าวอย่างไรได้ 6 ตัน ต่อ ไร่ แถมใช้น้ำน้อย! โดย ดร. เกริก มีมุ่งกิจ

“ข้าว” มักตกเป็นจำเลยสังคมและ “ชาวนา” ถูกขอร้องให้งดทำนาปรัง เนื่องจากข้าวเป็นพืชที่ใช้น้ำมากหากเทียบกับพืชปลูกชนิดอื่น “อู่ข้าว” ขอนำเสนอ แนวคิดและการจัดการผลิตข้าวของ ดร.เกริก มีมุ่งกิจ คนกล้าคืนถิ่น ที่เรียกได้ว่าคว่ำตำราการทำนาในอดีต ก็ว่าได้


โดย ดร.เกริก ได้ความรู้จากการค้นคว้า และลงมือทำนาจริง ผนวกกับความรู้จากลูกสาวที่เรียนญี่ปุ่นไปถอดความรู้เรื่องการทำนาของชาวนาญี่ปุ่นว่าทำไมเขาจึงทำนาในพื้นที่ไม่มากแต่ได้ผลผลิตสูง


จนเข้าใจธรรมชาติของข้าวว่าเป็นพืชบกตระกูลเดียวกับหญ้า ต้องการน้ำแต่ไม่จำเป็นต้องให้น้ำท่วมขังเหมือนที่ปลูกกันอยู่ต้นข้าวก็สามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตดีได้ และควรทำนาในพื้นที่ไม่มาก เอาแค่ที่ตัวเองดูแลจัดการให้ได้ผลผลิตเต็มประสิทธิภาพก็พอ แบ่งที่ดินบางส่วนทำกิจกรรมอื่นได้อีก


แนวทาง…ทำนา 1 ไร่ ให้ได้ผลผลิตสูง
ให้ความสำคัญกับดินมาเป็นลำดับแรก โดยใส่อินทรียวัตถุลงดินนาให้มากที่สุด ไถกลบตอซัง หมักฟางข้าวในนา ตัดหญ้าจากคันนาใส่ลงดินนา ใบไม้จากสวนป่า แม้แต่การตัดแต่งกิ่งใบ ตัดหญ้าของเทศบาลริมถนน ดร.เกริก ยังขนไปเททิ้งในแปลงนา เพราะเชื้อว่า ข้าวจะโตดี ให้รวงดีได้ดินต้องดีก่อน


การทำนาใช้น้ำน้อย จะปลูกข้าวเหมือนพืชผัก ปลูกด้วยระยะปลูก 50 x 50 เซนติเมตร เพื่อให้แสงแดดเข้าได้ทั่ว อากาศถ่ายเทสะดวก


ติดตั้งระบบน้ำแบบเทปน้ำพุ่ง ให้น้ำทุกวันครั้งละ 4 ลบ.ม. เป็นเวลา 100 ครั้ง รวมให้น้ำตลอดฤดูปลูกประมาณ 400 ลบ.ม.ต่อไร่


เน้นการทำต้นข้าวให้แข็งแรง เชื่อว่า น้ำ และปุ๋ย มากเกินไปเป็นหนึ่งบ่อเกิดความอ่อนแอของต้นข้าว เมื่อข้าวแข็งแรง จะมีโรคและแมลงศัตรูน้อย


ทำนาขายข้าวสารเองที่นา 1 ไร่ ได้ผลผลิต 6 ตัน เป็นไปได้หรือ??? ดร.เกริก บอกว่าตนเองทำได้ แต่ทำในพื้นที่ 1 ไร่เท่านั้น หากทำในพื้นที่มากกว่านี้จะดูแลไม่ทั่ว

ที่สำคัญต้องปรับปรุงดินให้ดีมาก ต้องขยันเก็บวัชพืช และหมั่นเดินตรวจแปลงบ่อย ๆ ซึ่งเป็นการทำนาอย่างประณีตนั่นเอง

ชมคลิป


สรุปใจความสำคัญของการปลูกข้าวในระบบใหม่เพิ่มเติมได้ดังนี้

ขั้นตอนการปรับสภาพดินและกำจัดวัชพืช

1.หลังเก็บเกี่ยวให้ปลูกปอเทืองในพื้นที่เมื่อได้ระยะเวลาก็ไถกลบไปพร้อมกับตอซัง ฟางหญ้า  หากไม่มีก็ให้ใช้ใบไม้ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หว่านให้ทั่วแปลง ในอัตราไร่ละ 5-10 กระสอบ (หากได้ไร่ละ 1 ตันจะดีมาก)

2.ใช้น้ำหมักจุลินทรีย์หน่อกล้วยประมาณ 5-10 ลิตร ผสมน้ำ 200 ลิตร รดทั้งพื้นที่ แล้วไถกลบทิ้งไว้ 20-30 วัน  เพื่อปรับสภาพดินและกำจัดเมล็ดวัชพืชที่อยู่ในดิน ขั้นตอนนี้หากทำในพื้นที่ดินไม่ดี สามารถทำได้หลายรอบตามต้องการ

ขั้นตอนการปลูก

1.ไถคราด หรือปั่นด้วยโรตารี ให้ดินเสมอเพื่อพร้อมสำหรับปลูก โดยใช้วิธีการหยอดเมล็ด ใช้ระยะห่างระหว่างกอ 40x40 เซนติเมตร  โดยในเมล็ดที่หยอดในแต่ละหลุดให้มีความห่างกัน 5-7 เซนติเมตร  โดยหากเป็นข้าวหอมมะลิให้หยอด 5 เมล็ดต่อกอ  ในขั้นตอนนี้ ให้ใช้เชือกขึงเพื่อความสะดวกรวดเร็ว

2.หลังหยอดเมล็ดต้องรักษาความชื้นในแปลงปลูกอย่าให้ดินแห้ง  และก็อย่าให้น้ำขังจนกว่าเมล็ดจะงอก  หากแล้งมากให้ใช้ระบบเทปน้ำพุ่งมาแก้ไขปัญหาตลอดฤดูการเพาะปลูก  แต่หากฝนดีไม่แล้ง  ให้ใช้ระบบปลูกแบบแห้งสลับเปียก

ขั้นตอนการดูแล บำรุงแปลงปลูก

เดือนแรก ใช้น้ำส้มควันไม้ ยูเรียน้ำอินทรีย์ จุลินทรีย์หน่อกล้วย อย่างละ 30 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นสัปดาห์ละครั้งเพื่อบำรุงใบ

เดือนที่ 2 ใช้น้ำส้มควันไม้ น้ำหมักมูลค้างคาว จุลินทรีย์หน่อกล้วย  อย่างละ 30 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นสัปดาห์ละครั้งเพื่อบำรุงลำต้นให้แตกกอดี

เดือนที่ 3-4 ให้ใช้ฮอร์โมนไข่ 300 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นสัปดาห์ละครั้งไปจนเก็บเกี่ยวเพื่อบำรุงมีการเปิดตาดอก รวงยาว และเมล็ดสมบูรณ์

หากแปลงปลูกวัชพืช หญ้าขึ้นรบกวนให้รีบถอนทิ้ง อย่าให้วัชพืชสูงเกินต้นข้าว


ค้นหาบล็อกนี้

ขับเคลื่อนโดย Blogger.
  • ()
  • ()
แสดงเพิ่มเติม