โพสท์ล่าสุด

คลิปแห่งความทรงจำ เมื่อครั้งพระองค์ภายังทรงเรียนชั้นอนุบาล ทรงขับร้องเพลงยามเย็น ถวาย ”ทูลกระหม่อมปู่”

เรียกได้ว่าเป็นภาพที่หาชมได้ยากยิ่ง สำหรับคลิป และ ภาพในอดีตชุดพิเศษนี้ ซึ่งเป็นคลิป พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ขณะพระเยาว์ กำลังร้องเพลงถวาย “ในหลวง ร.๙”



 เมื้อครั้ง “พระองค์ภา”ร้อยเพลงถวาย”ทูลกระหม่อมปู่” เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร


ความน่ารักของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภาเมื่อครั้งทรงพระเยาว์



เป็นบุญตาที่พสกนิกรอย่างพวกเราได้ชมถึงความรักความผูกพัน ของ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา และ ในหลวง ร.๙ เป็นอย่างยิ่ง และ พวกเราพสกนิกรชาวชาวไทย ขอให้พระองค์จงพระเจริญยิ่งยืนนาน



ชมคลิป





ขอบคุณที่มาคลิปจาก ยูทูป

ริชชี่ อรเณศ ดี คาบาเลส นางเอกสาวชาวลาหู่ "เผยที่มาของภาพครอบครัวที่ไปอยู่ในธนบัตรที่ระลึก"




ริชชี่ อรเณศ ดี คาบาเลส ดาราสาวชาวลาหู่ ได้เผยที่มาภาพครอบครัวที่อยู่บนธนบัตรว่า เธอเป็นทายาทของชาวลาหู่ หรือที่คุ้นหูกันว่า ชาวมูเซอ อาศัยอยู่บนเทือกเขาผ้าห่มปก อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ คุณยายเป็นชาวลาหู่ เป็นลูกสาวคนโตของปู่หมื่น ส่วนคุณตาเป็นคนจีน คุณแม่เลยได้เชื้อมาทั้งไทย จีน และลาหู่





อาชีพหลักของชาวบ้านชาวลาหู่ในสมัยนั้น คือการปลูก ฝิ่ น จนกระทั้ง ปี ๒๕๑๓ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวง รัชกาลที่ ๙ เสด็จ มาที่ดอย ให้ความเป็นไทยแก่ชาวบ้านทั้งหมด

พระราชทานทานแพะ แกะ ไก่และผลไม้ และผลไม้เมืองหนาวให้ชาวบ้านลองปลูก ต่อมาปี ๒๕๐๕ พระองค์เสด็จ อีกครั้ง พระราชทานต้นชาอัสสัมต้นแรก ให้กับคุณตาและชาวบ้าน พระองค์ตรัสว่า ฝิ่น เป็นพืชผิด กฎหมาย แล้ว ให้เปลี่ยนจากการปลูก ฝิ่น มาปลูกชาแทน



ซึ่งในตอนนั้น คุณตาไม่รู้จักชา เลยต้องศึกษาทั้งหมด โดยการเดินทางไปศึกษาเรื่องชาที่ศรีลังกาบ้าง ไต้หวันบ้าง กรรมวิธีทำอย่างไรบ้าง และมาแจกจ่ายชาวบ้านให้เปลี่ยนมาปลูกชาแทน

เลยต้องใช้ระยะเวลาเกือบ ๒๐ ปี เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะเปลี่ยนความคิดชาวบ้านในฉับพลัน แต่ทุกวันนี้อาชีพปลูกชาถือเป็นอาชีพหลักที่เลี้ยงชีพทุกคนให้กับชาวบ้าน
แต่อุปสรรคก็ยังเกิดขึ้น เมื่อการปลูกชาไปขัดผลประโยชน์ของพ่อค้ารายใหญ่ที่เคยซื้อฝิ่น จึงส่งคนมาลอบ ยิ ง คุณตา เสียชีวิต และจุดเริ่มต้นของภาพบนธนบัตรก็เกิดขึ้น เมื่อคุณแม่และครอบครัวได้มีโอกาสรับเสด็จ พระองค์อีกครั้ง

จึงได้ทูลพระองค์ว่า คุณตาจาฟะเสียแล้ว พระองค์ตรัสว่า ขอแสดงความเสียใจด้วยนะ จาฟะเป็นคนดี เราอยากให้ลูกหลานทุกคนของจาฟะ เป็นคนดีเหมือนจาฟะ อย่าทอดทิ้งชาวบ้านนะ ให้ดูแลชาวบ้านต่อไป



ภาพ
ธนบัตรที่ระลึก




ขอขอบคุณข้อมูลจาก รายการตีสิบ

เรื่องเล่า.. ครั้งหลวงตามหาบัวทราบล่วงหน้า ในหลวง ร.๙ จะเสด็จพระราชดำเนินไปหาถึงวัด


หากพูดถึง หลวงตาบัว แทบจะไม่มีใครในประเทศที่จะไม่รู้จักท่าน เพราะ หลวงตาบัว ท่านเป็นพระนักปฎิบัติที่ทุกคนนับหน้าถือตาทั่วไปในชาติ แถมท่านยังช่วยประเทศชาติในหลายอย่าง ไม่ว่าทางธรรมหรือทางโลก อย่าเช่นการรวบรวมเงินทำบุญมาช่วยชาติ ให้พ้นวิกฤติเศรษฐกิจที่กำลังจะพัง ในปี ๒๕๔๐ แต่ใครจะรู้ว่า หลวงตาบัว ถือว่ามีความผูกพันแน่นแฟ้นกับ ในหลวง ร.๙ เป็นอย่างมาก โดยมีครั้งหนึ่งที่ หลวงตาบัว ได้บันทึกไว้เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๒ โดยมีใจความว่า



หลวงตาบัว ท่านได้กำชับพระลูกวัดว่า "วันนี้จะมีบุคคลที่สำคัญมากเข้ามา พวกท่านทั้งหลายจงพากันทำความสะอาดวัดวาอาวาสให้เรียบร้อย อย่าบกพร่องโดยเด็ดขาด"

เหล่าพระลูกวัดที่ได้ฟังดังนั้น ก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย เพราะ เนื่องจากมีนักการเมือง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มาหาหลวงตาบ่อยครั้ง

 

แต่พอตกตอนบ่ายแก่ๆ มีชาวนาที่กำลังหาปลาอยู่ในแม่น้ำที่ห่างออกไปจากวัดพอสมควร จู่ๆก็มีรถยนต์คันหนึ่งเข้ามาจอดเทียบ แล้วถามชาวนาด้วยความสุภาพว่า 

"ลุงๆ ทางที่จะไปวัดหลวงตาบัวไปทางไหน"
ลุงก็ตอบด้วยภาษาชาวบ้านว่า "ไปทางนี้เด้อ" พร้อมกับชี้นิ้วไปทางวัดก่อนที่จะแหงนหน้าดูหน้าของคนที่ถามทาง ลุงชาวนานิ่งเงียบเพราะใบหน้าของคนที่ถามทางนั้น คือ ในหลวง ร.๙ พระมหากษัตริย์ผู้เปี่ยมด้วยบารมีนั่นเอง ลุงถึงกับทรุดลงยกมือไหว้ด้วยความปลื้มปิติในรอยยิ้มพร้อมกับพูดว่า "โอออ ในหลวง สาธุเด้อ สาธุ สาธุ" หลังจากนั้นพระองค์ท่านก็เสด็จไปที่วัดป่าบ้านตาดเพื่อกราบนมัสการหลวงตาบัว

 
การเสด็จ ไปวัดป่าบ้านตาดในครั้งนี้ ในหลวง พร้อมด้วย พระบรมวงศานุวงศ์ ได้เสด็จเป็นการส่วนตัวขนาดที่ทหารองค์รักษ์คนสนิทยังไม่มีใครทราบว่า พระองค์ท่านไปไหน รู้เพียงแค่ ในหลวง ทรงรถส่วนพระองค์ออกไปเมื่อช่วงบ่าย ทำให้ทหารชั้นผู้น้อยผู้ใหญ่ ชุลมุนเพราะไม่มีใครให้คำตอบได้ซักคนเดียวว่าพระองค์ท่านเสด็จไปไหน เพราะ เนื่องจาก ในหลวง ท่านไม่อยากให้เป็นการเอิกเกริก เกรงจะเป็นการรบกวนพระในวัด และที่สำคัญไม่อยากรบกวนหลวงตาบัว

เมื่อหลวงตาบัวทราบท่านจึงให้โอวาทว่า
"มหาบพิตร พระองค์เป็นถึงพระเจ้าอยู่หัว เป็นเจ้าชีวิตของชนทั้งชาติ หากพระองค์จะเสด็จมาโดยลำพัง มีอันตรายอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น จะเป็นความเสียหายแก่ชาติบ้านเมืองอย่างใหญ่หลวง ถ้าพระองค์ทรงเป็นอะไรขึ้นมา คนทั้งชาติจะไม่มาเหยียบหลวงตาจนมิดแผ่นดินหรือ ?"

ในหลวงทรงตรัสพร้อมพนมพระหัตถ์ด้วยความศรัทธาเลื่อมใสว่า
"กลัวจะเป็นการรบกวนองค์หลวงตาเสียเปล่าๆ"

 
หลวงตาบัวจึงตอบพระเจ้าแผ่นดินต่อว่า
"รบกวน ไม่รบกวนจะเป็นอะไร แผ่นดินนี้เป็นของพระองค์ พระองค์พึงมาได้ทุกเมื่อ"

ที่หลวงตาบัว เป็นห่วงพระเจ้าอยู่หัวมากเช่นนี้เพราะช่วงเวลานั้น คอมมิวนิสต์มีอยู่ทั่วไปหมด อันตรายจึงเกิดขึ้นได้เสมอ หลังจากสนทนากันซักพักรถตำรวจ รถทหาร ก็มากันเต็มวัดป่าบ้านตาด
และตั้งขบวนติดตามอารักขา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กันเป็นทิวแถม ทำเอาชาวบ้านบางคนที่ไม่



ทราบว่าในหลวงเสด็จถึงกับรีบวิ่งออกมาดูเพราะนึกว่าเกิดสงคราม

ในบันทึกเหตุการณ์ได้เล่าต่อว่า พระเจ้าอยู่หัว พระราชินี พร้อมเจ้าฟ้าหญิงทั้งสองพระองค์เสด็จมาเยี่ยม หลวงตามหาบัว และทรงประทับอยู่เป็นเวลา ๒ ชั่วโมง ๒ นาที จึงจะเสด็จกลับสกลนคร



อ้างอิงข้อมูลจาก tnews.co.th - topicstock.pantip.com


ปลูกข้าวอย่างไรได้ 6 ตัน ต่อ ไร่ แถมใช้น้ำน้อย! โดย ดร. เกริก มีมุ่งกิจ

“ข้าว” มักตกเป็นจำเลยสังคมและ “ชาวนา” ถูกขอร้องให้งดทำนาปรัง เนื่องจากข้าวเป็นพืชที่ใช้น้ำมากหากเทียบกับพืชปลูกชนิดอื่น “อู่ข้าว” ขอนำเสนอ แนวคิดและการจัดการผลิตข้าวของ ดร.เกริก มีมุ่งกิจ คนกล้าคืนถิ่น ที่เรียกได้ว่าคว่ำตำราการทำนาในอดีต ก็ว่าได้


โดย ดร.เกริก ได้ความรู้จากการค้นคว้า และลงมือทำนาจริง ผนวกกับความรู้จากลูกสาวที่เรียนญี่ปุ่นไปถอดความรู้เรื่องการทำนาของชาวนาญี่ปุ่นว่าทำไมเขาจึงทำนาในพื้นที่ไม่มากแต่ได้ผลผลิตสูง


จนเข้าใจธรรมชาติของข้าวว่าเป็นพืชบกตระกูลเดียวกับหญ้า ต้องการน้ำแต่ไม่จำเป็นต้องให้น้ำท่วมขังเหมือนที่ปลูกกันอยู่ต้นข้าวก็สามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตดีได้ และควรทำนาในพื้นที่ไม่มาก เอาแค่ที่ตัวเองดูแลจัดการให้ได้ผลผลิตเต็มประสิทธิภาพก็พอ แบ่งที่ดินบางส่วนทำกิจกรรมอื่นได้อีก


แนวทาง…ทำนา 1 ไร่ ให้ได้ผลผลิตสูง
ให้ความสำคัญกับดินมาเป็นลำดับแรก โดยใส่อินทรียวัตถุลงดินนาให้มากที่สุด ไถกลบตอซัง หมักฟางข้าวในนา ตัดหญ้าจากคันนาใส่ลงดินนา ใบไม้จากสวนป่า แม้แต่การตัดแต่งกิ่งใบ ตัดหญ้าของเทศบาลริมถนน ดร.เกริก ยังขนไปเททิ้งในแปลงนา เพราะเชื้อว่า ข้าวจะโตดี ให้รวงดีได้ดินต้องดีก่อน


การทำนาใช้น้ำน้อย จะปลูกข้าวเหมือนพืชผัก ปลูกด้วยระยะปลูก 50 x 50 เซนติเมตร เพื่อให้แสงแดดเข้าได้ทั่ว อากาศถ่ายเทสะดวก


ติดตั้งระบบน้ำแบบเทปน้ำพุ่ง ให้น้ำทุกวันครั้งละ 4 ลบ.ม. เป็นเวลา 100 ครั้ง รวมให้น้ำตลอดฤดูปลูกประมาณ 400 ลบ.ม.ต่อไร่


เน้นการทำต้นข้าวให้แข็งแรง เชื่อว่า น้ำ และปุ๋ย มากเกินไปเป็นหนึ่งบ่อเกิดความอ่อนแอของต้นข้าว เมื่อข้าวแข็งแรง จะมีโรคและแมลงศัตรูน้อย


ทำนาขายข้าวสารเองที่นา 1 ไร่ ได้ผลผลิต 6 ตัน เป็นไปได้หรือ??? ดร.เกริก บอกว่าตนเองทำได้ แต่ทำในพื้นที่ 1 ไร่เท่านั้น หากทำในพื้นที่มากกว่านี้จะดูแลไม่ทั่ว

ที่สำคัญต้องปรับปรุงดินให้ดีมาก ต้องขยันเก็บวัชพืช และหมั่นเดินตรวจแปลงบ่อย ๆ ซึ่งเป็นการทำนาอย่างประณีตนั่นเอง

ชมคลิป


สรุปใจความสำคัญของการปลูกข้าวในระบบใหม่เพิ่มเติมได้ดังนี้

ขั้นตอนการปรับสภาพดินและกำจัดวัชพืช

1.หลังเก็บเกี่ยวให้ปลูกปอเทืองในพื้นที่เมื่อได้ระยะเวลาก็ไถกลบไปพร้อมกับตอซัง ฟางหญ้า  หากไม่มีก็ให้ใช้ใบไม้ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หว่านให้ทั่วแปลง ในอัตราไร่ละ 5-10 กระสอบ (หากได้ไร่ละ 1 ตันจะดีมาก)

2.ใช้น้ำหมักจุลินทรีย์หน่อกล้วยประมาณ 5-10 ลิตร ผสมน้ำ 200 ลิตร รดทั้งพื้นที่ แล้วไถกลบทิ้งไว้ 20-30 วัน  เพื่อปรับสภาพดินและกำจัดเมล็ดวัชพืชที่อยู่ในดิน ขั้นตอนนี้หากทำในพื้นที่ดินไม่ดี สามารถทำได้หลายรอบตามต้องการ

ขั้นตอนการปลูก

1.ไถคราด หรือปั่นด้วยโรตารี ให้ดินเสมอเพื่อพร้อมสำหรับปลูก โดยใช้วิธีการหยอดเมล็ด ใช้ระยะห่างระหว่างกอ 40x40 เซนติเมตร  โดยในเมล็ดที่หยอดในแต่ละหลุดให้มีความห่างกัน 5-7 เซนติเมตร  โดยหากเป็นข้าวหอมมะลิให้หยอด 5 เมล็ดต่อกอ  ในขั้นตอนนี้ ให้ใช้เชือกขึงเพื่อความสะดวกรวดเร็ว

2.หลังหยอดเมล็ดต้องรักษาความชื้นในแปลงปลูกอย่าให้ดินแห้ง  และก็อย่าให้น้ำขังจนกว่าเมล็ดจะงอก  หากแล้งมากให้ใช้ระบบเทปน้ำพุ่งมาแก้ไขปัญหาตลอดฤดูการเพาะปลูก  แต่หากฝนดีไม่แล้ง  ให้ใช้ระบบปลูกแบบแห้งสลับเปียก

ขั้นตอนการดูแล บำรุงแปลงปลูก

เดือนแรก ใช้น้ำส้มควันไม้ ยูเรียน้ำอินทรีย์ จุลินทรีย์หน่อกล้วย อย่างละ 30 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นสัปดาห์ละครั้งเพื่อบำรุงใบ

เดือนที่ 2 ใช้น้ำส้มควันไม้ น้ำหมักมูลค้างคาว จุลินทรีย์หน่อกล้วย  อย่างละ 30 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นสัปดาห์ละครั้งเพื่อบำรุงลำต้นให้แตกกอดี

เดือนที่ 3-4 ให้ใช้ฮอร์โมนไข่ 300 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นสัปดาห์ละครั้งไปจนเก็บเกี่ยวเพื่อบำรุงมีการเปิดตาดอก รวงยาว และเมล็ดสมบูรณ์

หากแปลงปลูกวัชพืช หญ้าขึ้นรบกวนให้รีบถอนทิ้ง อย่าให้วัชพืชสูงเกินต้นข้าว


"10 เหตุมหัศจรรย์บนฟากฟ้า" ที่ธรรมชาติ ร่วมบอกว่าพ่อเรายิ่งใหญ่เพียงใด



เป็นเหตุอัศจรรย์ที่เกี่ยวเนื่องกับคนในราชวงศ์และนับตั้งแต่ ในหลวงในดวงใจ เสด็จสู่สวรรคาลัย ไปเมื่อบ่ายวันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม 2559 เวลา 15.52 น. ณ โรงพยาบาลศิริราช ด้วยพระอาการสงบ เป็นช่วงเวลาที่คนไทยเสียใจ และระหว่างห้วงเวลาแห่งความอาลัยนี้ พลันบังเกิดปรากฏการณ์บนฟากฟ้าหลากหลายเหตุการณ์บนฟากฟ้า ที่พวกเราต้องบันทึกความยิ่งใหญ่เหล่านี้ จากธรรมชาติ ว่าเกิดขึ้นได้ อย่างอัศจรรย์ใจ

ภาพ ชุดที่ 1
ภาพนี้ตัดถูกโพสท์โดยคุณ Pinny Shiori แชร์ไว้บนเพจของเธอ โดยมีข้อความประกอบคลิปว่า “10.59 นาที เกิดปรากฏการณ์ฝูงนกรวมตัวบินวนไปรอบๆพระบรมมหาราชวังตามเข็มนาฬิกา 3 รอบ และบินวนทวนเข็มนาฬิกาอีกนับครั้งไม่ถ้วนเหนือพระบรมมหาราชวังจนบัดนี้ก็ยังบินวนอยู่สร้างความประหลาดใจแก่ปชช.ที่มานั่งรอ เรากะแม่นั่งมองด้วยความอึ้งมาก ทุกคนบริเวณนี้ก็เช่นกัน




ภาพชุดที่ 2
ในเวลากลางคืนของวันที่ 13 ตุลาคม 2559 เป็นวันที่โศกเศร้าของคนไทยทั้งประเทศ ทุกคนต่างร่ำไห้จากหัวใจที่รักยิ่งต่อในหลวง ซึ่งในโลกออนไลน์ผู้คนต่างแสดงความคิดเห็นและโพสมากมาย แต่ได้มีสิ่งหนึ่งที่ได้รับการแชร์มากที่สุดคือ ภาพที่สุดแสนอัศจรรย์ ยามแสงจันทร์สาดส่องกับก้อนเมฆบนท้องฟ้ายามค่ำคืนปรากฎเป็นภาพคล้ายพระบรมฉายาลักษณ์ของ”พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร” ในหลวงรัชกาลที่ 9



ภาพชุดที่ 3
วันที่ 14 ตุลาคม 59 กลุ่มก้อนเมฆคล้ายพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ทรงนั่งคุกเข่าโอบกอด (สมเด็จย่า)



ภาพชุดที่ 4
ช่างภาพบันทึกภาพ เมฆรูปเทพ เหนือวัดพระแก้ว สำนักข่าวต่างประเทศรายงานภาพอันน่าอัศจรรย์ ที่ช่างภาพชาวไทยสามารถบันทึกได้ เหนือวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า วัดพระแก้วพระแก้ว ในกรุงเทพมหานคร Isres Chorphaka ช่างภาพวัย 51 ปี กล่าวว่า ในช่วงเวลาครึ้มฟ้าครึ้มฝน ปรากฎเป็นก้อนเมฆรวมตัวกันคล้ายกับเทพ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยมีแสงอาทิตย์ส่องผ่านลงมาเบื้องล่าง ซึ่งปรากฎเพียง10 วินาทีก็หายไป แต่เขาสามารถบันทึกภาพไว้ได้


ภาพชุดที่ 5
ปรากฎภาพในหลวง รัชกาลที่ 9 ปรากฏเหนือฟากฟ้าในจังหวัดลำปาง


ภาพชุดที่ 6
ปรากฎภาพในหลวง รัชกาลที่ 9 ปรากฏเหนือฟากฟ้าในห้วง5 ธีนวาคมวันพ่อ


ภาพชุดที่ 7
ปรากฎภาพในหลวง รัชกาลที่ 9 ปรากฏเหนือฟากฟ้าอย่างน่าอัศจรรย์ในช่วงเวลา 5 ธันวาคม


ภาพชุดที่ 8
ปรากฎภาพในหลวง รัชกาลที่ 9 ปรากฏเหนือฟากฟ้าต่อเนื่องมาโดยตลอด


 ภาพชุดที่ 9
เลข ๙ ปรากฏบนฟากฟ้า ณ พระบรมมหาราชวัง พอเห็น ขนลุกเลยครับ ภาพมิได้มีการตกแต่งแต่อย่างใด ขอพ่ออยู่หัวทรงเสด็จสู่สวรรคาลัย พ่อจะอยู่ในใจลูกเสมอ

ภาพชุดชุดที่ 10
คืนวันที่7ตุลาคม 2560. ณ บ้านหัวระนาม ต.ท่าเยี่ยม อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา



ภาพทั้งหมดเป็นเพียงบางส่วนที่ประชาชนคนไทยได้สำผัสและได้บันทึกใว้ ความยิ่งใหญ่เหล่านี้เป็นการบ่งบอกว่าพระองค์ท่านคือเทพที่ยิ่งใหญ่ ที่เกิดขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือปวงชนชาวไทยตลอดมา ถึงแม้ท่านจะจากไปแล้วดวงจิตของพระองค์ท่านก็ยังคงมีความใยพวกเราอยู่ต่อไป และ พระอง์ท่านยังคงเฝ้ามอง ปกป้องคุ้มครอง อยู่กับ พวกเราปวงชนชาวไทยตลอดไป

Credit: ขอบคุณประชาชนและทุกแหล่งข่าวที่นำภาพออกมาเผยแผ่ ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก เว็บซ์ truststoreonline

บ้านพักที่พ่อไม่อยู่แล้ว.. "บ้านพักส่วนพระองค์.. โครงการชั่งหัวมัน"

                                                   

บ้านเลขที่ 1 หมู่ที่ 5 บ้านหนองคอกไก่ ตำบลเขากระปุก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี  บ้านพ่อเราวังของพระราชาที่ทรงงานหนักที่สุดในโลก เจ้าของบ้านถือโฉนดและมีชื่อในทะเบียนบ้าน  ขึ้นทะเบียนเป็นเพียงเกษตรกรทำไร่ นี่คือภาพแห่งความทรงจำที่จะตราตึงใจปวงชนชาวไทยทั้งหลาย ที่เราจะได้สำผัสถึงความเรียบง่าย และ ความสมถะของพ่อหลวงของเรา 



ชื่อ “ชั่งหัวมัน” โดยความหมายนั้น คือ “การชั่งน้ำหนักมันเทศ” ตามปฐมเหตุที่รองเลขาธิการพระราชวัง “ดิสธร วัชโรทัย” เล่าไว้ในข้างต้น ก่อนจะสาธยายต่อไปถึงแก่นแท้หัวใจอันเป็นที่มาแห่งโครงการพระราชดำริอีกหนึ่งโครงการนี้ที่คนไทยทุกคนต่างทราบกันเป็นอย่างดี


โครงการดังกล่าวนี้ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนให้เข้ามาช่วยกันปรับปรุงพัฒนา เช่น การทำถนนทางเข้าโครงการ ขุดสระเก็บน้ำ ทำถนนล้อมรอบโครงการ ก่อสร้างอาคารที่ทำการเรือนรับรอง ติดตั้งระบบไฟฟ้าแสงสว่าง ขุดเจาะบ่อบาดาล ทำให้พื้นที่โครงการและหมู่บ้านใกล้เคียงเจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว



เป้าหมายหลักของโครงการชั่งหัวมัน คือต้องการให้เป็นศูนย์รวมพืชเศรษฐกิจของ อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี โดยเลือกพันธุ์พืชท้องถิ่นที่ดีที่สุดเข้ามาปลูก แล้วให้ภาครัฐและชาวบ้านร่วมดูแลด้วยกัน พร้อมกับแลกเปลี่ยนแนวคิด ในส่วนของชาวบ้านนั้นเป็นกลุ่มเกษตรกรที่มาทำไร่ให้พ่อด้วยใจ ไม่ได้ค่าจ้าง อย่างเช่น กลุ่มปลูกหน่อไม้ฝรั่งก็มาทำไร่หน่อไม้ฝรั่ง กลุ่มผู้ปลูกมะนาวก็ช่วยกันดูแลสวนมะนาว และมะนาวก็ถือว่าเป็นพืชซึ่งทำรายได้เป็นที่หนึ่งในบรรดาพืชผักผลไม้ทุกชนิด


ในระยะเวลาไม่กี่เดือนหลังจากเริ่มโครงการ ผืนแผ่นดินที่เคยแห้งแล้งกรอบเกรียม ก็เขียวขจีไปทั้งผืน และอีกไม่กี่ปีต่อมา ผืนดินดังกล่าวก็กลายเป็นแหล่งเพาะปลูกชั้นยอดขึ้นชื่ออันดับหนึ่ง อีกทั้งเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านเกษตรกรรม ทั้งชาวบ้านบริเวณนี้และเกษตรกรชาวไทยจากทั่วทุกภูมิภาคที่เดินทางมาศึกษา เพื่อนำไปดัดแปลงใช้ให้เหมาะสมและเป็นประโยชน์ในผืนดินของตนเอง


     ที่ผ่านมา สถานที่แห่งนี้ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่เมื่อมีประชาชนเข้ามาเยี่ยมชมอยู่ตลอด ก็จึงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งประจำจังหวัดเพชรบุรีไปโดยปริยาย และนั่นก็นับเป็นเรื่องดี ในแง่ของการส่งเสริมชาวบ้านซึ่งมาทำงานที่นี่ ได้มีรายได้ที่คงที่ อีกทั้งไม่ต้องจากบ้านไปทำงานที่ไหนไกล



นอกจากจะเป็นแม่แบบทางด้านการเกษตรแล้ว บนพื้นที่โครงการ “ชั่งหัวมัน”ยังมีการสร้าง “กังหันลมผลิตไฟฟ้า” เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทนผลิตกระแสไฟฟ้าซึ่งมีกำลังการผลิตขนาด 50 กิโลวัตต์ ปัจจุบันมีกังหันทั้งหมด 20 ต้น ปั่นไฟได้ต้นละ 5 กิโลวัตต์ ปั่นไฟเข้าระบบแล้วไปเก็บไว้ในหม้อแปลงไฟฟ้า ก่อนจะขายให้การไฟฟ้า



พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระราชดำรัส เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ.2552 ความว่า
       
 “คนที่ไปดูก็เห็นได้ว่า เริ่มต้นด้วยไม่มีอะไรเลย แต่ว่าต่อมาภายในวันเดียว ทุกคนที่อยู่ในท้องที่นั้นก็เข้าใจว่าต้องช่วยเหลือกัน และยิ่งในสมัยนี้ ในระยะนี้ เราต้องร่วมมือกันทำ เพราะถ้าไม่มีการร่วมมือกัน ก็ไม่ก้าวหน้า ไม่มีความก้าวหน้า ฉะนั้นการที่ท่านได้ทำแล้วมีความก้าวหน้านี้เป็นสิ่งที่ดีมาก หลักการก็อยู่ที่ทุกคนต้องช่วยกันเสียสละ เพื่อให้กิจการในท้องที่ก้าวหน้าไปด้วยดี"
     
“ก้าวหน้าได้อย่างไร ก็ด้วยการช่วยเหลือกัน แต่ก่อนนั้นเคยเห็นว่ากิจการที่ทำมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งทำ แล้วก็ทำให้ก้าวหน้า แต่อันนั้นมันไม่ใช่กลุ่มหนึ่ง ทั้งหมดทำร่วมกัน และก็มีความก้าวหน้าแน่นอน อันนี้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ และเป็นสิ่งที่ทำให้มีความหวัง มีความหวังว่าประเทศชาติจะก้าวหน้า ประเทศชาติจะมีความสำเร็จ…”



มาชมภาพความสดใสงดงามตลอดโครงการชั่งหัวมันกัน

ภาพตราชั่งประจำโครงการ


สวนกล้วยเขียวขจีภายในโครงการ


พวกเรา Hot  News TV  ขอน้อมเกล้า ขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก manager.co.th, สำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบุรีโครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยvimannamjuth และ คุณ พิมปะการัง สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม

ค้นหาบล็อกนี้

ขับเคลื่อนโดย Blogger.
  • ()
  • ()
แสดงเพิ่มเติม